วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เรื่อง น้ำมันเครื่อง

เรื่อง น้ำมันเครื่อง


รถยนต์บางคันจอดมากกว่าใช้งานน้ำมัน เครื่องสามารถเสื่อมลงได้แม้เครื่องยนต์ไม่ค่อยถูกใช้งาน เพราะมีการทำปฏิกิริยากับอากาศมากบ้าง น้อยบ้าง แม้ระยะทางไม่ครบกำหนด น้ำมันเครื่องสังเคราะห์และกึ่งสังเคราะห์ควรเปลี่ยนทุก 6-9 เดือน และน้ำมันเครื่องธรรมดาไม่เกิน 6 เดือน
น้ำมันเครื่องที่เหลือในกระป๋องต้องปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและไม่ร้อนมาก จะคงสภาพได้ประมาณ 1-2 ปี
เกรด คุณภาพ API / เครื่องยนต์เบนซิน = SJ & SH & SG ... / เครื่องยนต์ดีเซล = CG-4 & CF-4 & CE ... เกี่ยวข้องกับคุณภาพด้านต่างๆ ของน้ำมันเครื่องโดยตรง
เกรดความหนืด SAE ...W/40 & SAE ... W/50 & SAE 40 & SAE 50 เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียน
น้ำมันเครื่องธรรมดา ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ 3,000-5,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ 4,000-7,000 กิโลเมตร
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ใช้งานได้ในระยะทางประมาณ 8,000-10,000 กิโลเมตร
การจับพวงมาลัย
ที่ถูกต้อง 3 และ9 หรือ 2 และ10
การดูแลและใช้ยาง
วัด แรงดันลมให้ได้มาตรฐาน หากยางปกติ ไม่มีการรั่วซึม ตรวจแรงดันลมทุกสัปดาห์ก็พอ แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่นมีระบุไว้ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถ ยนต์ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้ว (PSI) สำหรับรถยนต์นั่งการวัดแรงดันลมยางต้องกระทำในขณะที่ยางยังเย็นหรือร้อนไม่ มาก (ขับไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร)
หากเติมและวัดลมตามปั๊มน้ำมันพร้อมเติม น้ำมันก็สะดวกดี แต่เมื่อยางร้อนแล้วต้องเผื่อแรงดันที่วัดได้เกินจากมาตรฐานสัก 1-2 ปอนด์/ตารางนิ้ว แล้วดูว่ายางเส้นไหนลมอ่อนมากกว่ายางเส้นอื่นมากหรือเปล่า หากมีแสดงว่ามีปัญหารั่วซึม
การซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า (OVERHAUL)
อีก ประการก็คือ การเลือกฟิตเครื่องเก่าจะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ ไม่ต้องเปลี่ยนลูกสูบ, แบริ่ง (ชาฟท์) และวาล์ว รวมถึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย เพราะถ้าค่าใช้จ่ายในการฟิตเครื่องสูงกว่า 50% ของราคาเครื่องเก่าในเชียงกง
การเปลี่ยนเครื่องยนต์
การเลือก วิธีการซ่อมแซมเครื่องยนต์ตัวเก่า จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อเป็นเครื่องยนต์ของรถยุโรป ที่มีปริมาณเครื่องยนต์เก่าซึ่งนำเข้ามาจำหน่ายกันน้อยและมีราคาสูง แต่ถ้าเป็นรถญี่ปุ่น เครื่องยนต์ในตลาดอะไหล่เก่าให้เลือกมาก และอย่างจุใจ

การเติมลม

การเติมลม
การเติมลม ให้กับล้อแม็ก ต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
# เติมลมตามสเปคของรถที่กำหนด โดยศึกษาได้จากคู่มือของรถนั้นๆ
# เวลาเติม ลมยาง ควรเติมตอน ยาง ไม่ร้อนเกินไป
# หากต้องการวิ่งทางไกล นานๆ ควรเพิ่มลมยางอีกประมาณ 3 - 5 ปอนด์/ตร.นิ้ว
# หมั่นเช็ค ลมยาง เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

ความดันลมยาง สำหรับรถเก๋งและรถกระบะ

รถเก๋ง ความดันสูงสุด ไม่ควรเกิน 36 ปอนด์ / ตารางนิ้ว ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของรถนั้นๆ ด้วย เช่น ...

# รถเก๋งขนาดเล็ก ความดันลมยาง ประมาณ 25 - 30 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
# รถเก๋งขนาดกลางถึงใหญ่ ความดันลมยาง ประมาณ 30 - 35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
# รถกระบะ ความดันลมยาง ไม่ควรเกิน 65 ปอนด์ / ตารางนิ้ว


การ เติมลมยาง มากเกินไป

# บริเวณของกึ่งกลางของหน้ายางจะสึกหรอได้ง่าย
# การรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย
# การทรงตัวและการเกาะถนน ไม่ดีเท่าที่ควร

การ เติมลมยาง น้อยเกินไป

# บริเวณไหล่ยาง จะสึกเร็วกว่าปกติ แก้มยางทำงานหนัก สึกหรอได้ง่าย
# การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น
# การทรงตังของรถในขณะขับขี่ด้อยล

!!!นอกจากนี้หาก ดอกยาง สึกเป็นช่วงๆ คล้ายฟันเลื่อย สันนิฐานปัญหาอาจเกิดจากศูนย์ของล้อมีความผิดปกติ

ดังนั้นจึงขอให้ท่านเจ้าของรถ ใช้ความระมัดระวัง และต้องเข้าใจ
ใน การ เติมลม ทุกครั้ง ถึงแม้เราจะไม่ได้เติมเองแต่อย่างน้อยก็ควรบอก เด็กปั๊ม ให้เติมลมยางได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะเป็นผลดีต่อ ล้อแม็ก ยาง และรวมไปถึงความปลอดภัยแก่ตัวเราด้วย
@%@%@%@%@%@

การใช้ไฟอย่างถูกต้อง เมื่อฝนตกหนัก

การใช้ไฟอย่างถูกต้อง เมื่อฝนตกหนัก

ควรเปิดไฟหน้าแบบต่ำ เพราะถ้าเปิดไฟสูง สายฝนจะสะท้อนกลับมายังผู้ขับมากจนมองเส้นทางข้างหน้ายาก ไม่ควรเปิดไฟหรี่ เพราะการเปิดไฟหน้าแบบต่ำ แทบไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรเลย ไดชาร์จ (อัลเตอร์เนเตอร์) แทบไม่ได้ทำงานหนักขึ้น หลอดไฟหน้าจะอายุสั้นลงก็ไม่ใช่ปัญหา หลอดละร้อยสองร้อยบาทเท่านั้น เมื่อจะเปลี่ยนเลน ให้เปิดไฟเลี้ยวเตือนผู้อื่นล่วงหน้าตาม ขับรถลุยฝน ใช้ความเร็วต่ำกว่าความมั่นใจของตนเองเล็กน้อย อย่าชะล่าใจ ควรจับพวงมาลัย 2 มือในตำแหน่งที่แนะนำไว้ข้างต้น พร้อมจะลดความเร็วลงได้อย่างรวดเร็ว ระวังอาการเหินน้ำของยางไว้ทุกวินาที

การหยุดรถ และการจอดรถ

การหยุดรถ และการจอดรถ

1. การหยุดรถ หรือจอดรถในทางเดินรถ ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน หรือสัญญาณไฟก่อนที่จะหยุด หรือจอดรถในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร

2. ผู้ขับขี่ต้องจอดรถทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และจอดรถให้ด้านซ้ายของรถขนานชิดขอบทางหรือไหล่ทางในระยะไม่เกิน 25 ซม.

3. ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถ
3.1 ในช่องทางเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของขอบทางเดินรถ ในกรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง
3.2 บนทางเท้า
3.3 บนสะพานหรือในอุโมงค์
3.4 ทางร่วมทางแยก
3.5 ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ
3.6 ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ
3.7 ในเขตปลอดภัย
3.8 ในลักษณะกีดขวางการจราจร

4. ห้ามมิให้ผู้ขับขี่จอดรถ
4.1 บนทางเท้า
4.2 บนสะพานหรือในอุโมงค์
4.3 ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะ 10 เมตรจากทางร่วมทางแยก
4.4 ในทางข้าม หรือในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม
4.5 ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ
4.6 ในระยะ 3 เมตรจากท่อน้ำดับเพลิง
4.7 ในระยะ 10 เมตรจากที่ติดตั้งสัญญาณจราจร
4.8 ในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟผ่าน
4.9 ซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว
4.10 ตรงปากทางเข้าออกอาคารหรือทางเดินรถ หรือในระยะ 5 เมตรจากปากทางเดินรถ
4.11 ระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทางหรือในระยะ 10 เมตรนับจากปลายสุดของเขตปลอดภัยทั้งสองข้าง
4.12 ในที่ขับคัน
4.13 ในระยะ 15 เมตรก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทาง และเลยเครื่องหมายไปอีก 3 เมตร
4.14 ในระยะ 3 เมตรจากตู้ไปรษณีย์
4.15 ในลักษณะกีดขวางการจราจร

5. ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถได้ โดยชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร ผู้ขับขี่ซึ่งจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทาง ต้องเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

6. ในทางเดินรถที่มีรถไฟผ่าน ถ้าปรากฎว่า
6.1 มีเครื่องหมายหรือสัญญาณระวังรถไฟ แสดงว่ารถไฟผ่าน
6.2 มีสิ่งปิดกั้นหรือเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ แสดงว่ารถไฟกำลังจะผ่าน
6.3 มีเสียงสัญญาณของรถไฟ หรือรถไฟกำลังแล่นผ่านเข้ามาใกล้ อาจเกิดอันตรายในเมื่อขับรถผ่านไป ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถและหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร เมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว และมีเครื่องหมายหรือสัญญาณให้รถผ่านได้ ผู้ขับขี่จึงจะขับรถผ่านไปไดั

7. ในทางเดินรถตอนใดที่มีทางรถไฟผ่าน ไม่ว่าจะมีเครื่องหมายระวังรถไฟหรือไม่ ถ้าทางรถไฟนั้นไม่มีสัญญาณระหว่างรถไฟหรือสิ่งปิดกั้น ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วของรถและหยุดห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถผ่านไปได้

8. ในขณะที่ผู้ขับขี่รถโรงเรียนหยุดรถในทางเดินรถ เพื่อรับส่งนักเรียนขึ้นหรือลง ให้ผู้ขับขี่รถอื่นที่ตามมาในทิศทางเดียวกัน หรือสวนกันกับรถโรงเรียนใช้ความระมัดระวังและลดความเร็วของรถ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงให้ขับรถผ่านไปได้


"จากคู่มือการขับขี่ปลอดภัยสำหรับข้าราชการกองทัพอากาศ"

ลากรถอย่างไรเมื่อรถเสีย

ลากรถอย่างไรเมื่อรถเสีย
วิธีลากรถที่นิยมใช้กันมีอยู่ 3 วิธี คือ
1. ใช้รถบรรทุกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษรถลากประเภทนี้มีกว้านติดตั้งอยู่ในตัวรถ บรรทุก เพื่อดึงรถของคุณขึ้นมาไว้บนรถกระบะ และจะมีอุปกรณ์ยึดรถของคุณไว้กับพื้นกระบะ อย่างแน่นหนา

2. ใช้อุปกรณ์ยกล้อ วิธีนี้รถลากจะมีแขนที่ท้ายรถ 2 ข้างซึ่งทำหน้าที่รองรับล้อคู่หน้า หรือล้อคู่หลังของรถคุณ คู่ใดคู่หนึ่งเท่านั้น ล้อคู่ที่เหลือจะยังคงสัมผัสพื้น

3. ใช้อุปกรณ์ลากแบบลวดสลิง รถลากนี้จะมีชุดลวดสลิงพร้อมตะขออยู่ที่ท้ายรถ ลากรถโดยนำตะขอไปเกี่ยวกับเฟรมรถหรือชิ้นส่วนของระบบช่วงล่าง จากนั้นลวดสลิงจะยกรถด้านนั้นให้ล้อลอยขึ้นจากพื้น การลากรถด้วยวิธีนี้จะทำให้ตัวถังรถและชิ้นส่วนของระบบช่วงล่างเสียหายได้


.......... การใช้รถบรรทุกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเป็นวิธีการขนย้ายที่ดีที่สุด กรณีที่ไม่สามารถติดต่อหารถดังกล่าวได้ แนะนำให้ใช้บริการรถยกซึ่งมีอุปกรณ์ยกล้อ ซึ่งหลักในการยกล้อรถมีดังนี้

.......... รถ ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้ยกล้อทั้งสองล้อขึ้นและลากรถเดินหน้ารถขับเคลื่อนล้อหลังให้ยกล้อหลัง ทั้งสองล้อขึ้น และลากรถถอยหลัง รถเกียร์ธรรมดาใส่เกียร์ว่าง ส่วนรถเกียร์ออโตเมติกก็ให้เลื่อนคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง N ที่สำคัญอย่าลืมปลดเบรกมือและดับเครื่องยนต์รถคู่ใจของคุณด้วย

.......... กรณี ที่เป็นรถประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ คุณสามารถเลือกยกล้อคู่หน้าหรือคู่หลังให้พ้นจากพื้นก็ได้ตามความเหมาะสม แต่มีเทคนิคตรงที่ต้องโยกคันเกียร์สโลว์มาอยู่ที่ตำแหน่ง "2H" ปลด ล็อกดุมล้อหน้า ปลดเกียร์ว่าง ปลดเบรกมือและดับเครื่องยนต์ให้เรียบร้อยก่อนทำการลากรถ

ข้อควรปฏิบัติ เมื่อการขับขี่ในพื้นที่ลักษณะต่างๆ

ข้อควรปฏิบัติ เมื่อการขับขี่ในพื้นที่ลักษณะต่างๆ
พื้นที่ๆ มีโคลนและทราย
เมื่อ ขับขี่ผ่านเส้นทางที่มีสภาพถนนเช่นนี้ ไม่ควรแตะเบรคหรือ ดึงเบรคมือ อย่างกระทันหัน เพราะจะทำให้รถเสียหลัก ควรใช้เกียร์ต่ำ ในการขับเคลื่อนผ่านเส้นทาง พยายามควบคุมพวงมาลัย หลีกเลี่ยงจุดที่มีโคลนเหลวมากๆ หรือกองทราย เพราะหากล้อชุดที่ขับเคลื่อน วิ่งผ่าน อาจเกิดเหตุการณ์ล้อหมุนฟรี และไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านไปได้

พื้นที่ๆ ลื่นด้วยน้ำมัน
เมื่อ ถนนบางเส้นทาง เกิดมีน้ำมันเครื่อง หกเกลื่อนถนน จะเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ผู้ขับขี่รถด้วยความเร็ว เมื่อแตะเบรคอย่างกระทันหัน ในบริเวณนี้ ก็จะเกิดอาการท้ายปัด รถเสียการทรงตัว และไม่สามารถควบคุมรถ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ผู้ขับขี่ ควรชะลอความเร็ว ด้วยการใช้เกียร์ต่ำ และอย่า แตะเบรคกระทันหัน ค่อยๆ เคลื่อนที่ ผ่านบริเวณดังกล่าวไป และอย่าเพิ่งใช้ความเร็วโดยกระทันหัน เพราะคราบน้ำมัน ที่เกาะอยู่กับผิวล้อ ยังไม่ทันจางหายไป ควรขับผ่านไปสักระยะหนึ่ง เมื่อแน่ใจว่า คราบน้ำมัน ที่เกาะอยู่บนผิวล้อนั้นได้จากหายไป กับพื้นถนนแล้ว ค่อยเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มขึ้น

พื้นที่ๆ มีลูกระนาดขวางถนน
พื้นที่ เช่นนี้ มักพบในบริเวณ ตามหมู่บ้าน หรือตามซอย ที่ไม่ต้องการ ให้มีการขับขี่ ด้วยความเร็วสูง เพราะจะเป็นอันตราย กับผู้คน หรือสิ่งของละแวกนั้น ส่วนใหญ่ จะเป็นบริเวณชุมชน เมื่อขับรถผ่านลูกระนาดขวางถนน คงจะต้องลด หรือชะลอความเร็วลง จนถึงขนาดใช้เกียร์หนึ่ง ในการเคลื่อนตัวผ่าน เพราะไม่เช่นนั้น แรงกระแทกที่เกิดขึ้น ที่ล้อรถ กับบริเวณลูกระนาด อาจทำความเสียหาย ให้กับระบบช่วงล่างรถยนต์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พื้นที่ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อ
หมาย ถึง พื้นที่บริเวณน้ำท่วมขัง ซ่อมทาง ดินทรุด หรือบริเวณพื้นผิว ที่เป็นหลุม เป็นบ่อต่างๆ ผู้ขับขี่ ควรสังเกต บริเวณที่มีขนาดหลุมที่ตื้น และปลอดภัยที่สุด ใช้เกียร์ต่ำ ควบคุมพวงมาลัยให้ดี ค่อยๆ หย่อนล้อลงไป บริเวณขอบหลุม แล้วพยายามประคองพวงมาลัยให้มั่นคง เพราะจะเกิดแรงฝืน ที่มุมล้อต้านกับความสูง-ต่ำของหลุม หลีกเลี่ยง บริเวณที่เป็นโคลน-เลน ใช้คันเร่ง และเยียบเบรค ให้เป็นจังหวะ

พื้นที่ๆ มีทางรถไฟขวางหน้า
ให้ หลักของกฎจราจร โดยปกติ เมื่อขับรถผ่านเส้นทาง ที่มีทางรถไฟขวางถนนอยู่ ควรชะลอความเร็ว และควรหยุดรถนิ่ง ในขณะที่รถไฟ กำลังจะแล่นมา ไม่ควรเร่งความเร็วสูง เพื่อจะได้พ้นผ่านจุดดังกล่าวไป ในลักษณะของประมาท บางกรณีเช่น ค่ำคืน ดึกดื่น ยิ่งควรระวังให้มาก เพราะสิ่งที่ผู้ขับขี่มองเห็นนั้น มีเฉพาะ บริเวณด้านหน้ารถ ที่ไฟส่องสว่าง สามารถส่องไปถึงเท่านั้น แต่รถไฟ มักจะแล่นมาทางด้านข้าง ผ่านหน้าผู้ขับขี่ไป ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือ ชะลอความเร็วลง มองซ้าย-ขวา ให้แน่ใจ ก่อนตัดสินใจ ขับผ่านทางรถไฟขวางถนน ซึ่งเราสามารถที่จะสังเกต เห็นป้ายสัญญาณเตือน ที่ทางราชการติดไว้ ก่อนหน้าจะถึงทางข้ามรถไฟ

พื้นที่ๆ มีความลาดชัน
เมื่อขับขี่ขึ้น ทางลาดชัน ไม่ควรใช้ความเร็วสูง และห้ามขับแซง ยิ่งเป็นบริเวณที่ลาดชัน ผสมกับเป็นทางโค้ง เช่นบริเวณทางขึ้น-ลง เขา ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวัง เป็นพิเศษ สังเกตป้ายเตือน บริเวณริมถนน เพื่อประเมินสถานะการณ์ด้านหน้าให้ดี กรณีรถติดบนทางลาดชัน เช่นรถติดไฟแดงในเมือง ควรเว้นระยะห่าง ระหว่างรถคันหน้า และรถของเรา เผื่อไว้สักระยะหนึ่ง เพราะเมื่อมีการเคลื่อนตัวออกไป รถที่อยู่บนเนิน อาจมีอาการถอยหลัง มาชน หน้ารถของเราได้ ดังนั้น จึงควรระวังตรงจุดนี้ไว้ด้วย หากเราจำเป็นต้องจอดรถบนเนินทางขึ้น ควรดึงเบรคมือไว้ เมื่อออกตัวอีกครั้ง ให้เร่งรอบเครื่องขึ้นหน่อย เข้าเกียร์แล้วออกตัว ปลดเบรคมือลง พยายามให้รถถอยหลังน้อยที่สุด
www.CarsCare.Com

เครื่องยนต์สตาร์ทติดยากตอนอากาศชื้นเกิดจากอะไร ?

เครื่องยนต์สตาร์ทติดยากตอนอากาศชื้นเกิดจากอะไร ?

ในสภาพปกติทั่วๆ ไป เครื่องยนต์จะสามารถสตาร์ทติดได้เป็นปกติ หากยามใดที่ฝนตกหนัก หรือตอนเช้าที่มีอากาศเปียกชื้น
เครื่องยนต์จะมีอาการไม่ยอมติดขึ้นมาเฉยๆ และในบางครั้งที่ขับรถลุยน้ำแล้วไม่ระวัง น้ำสาดเข้าห้องเครื่องยนต์ ทำให้
เครื่องยนต์ดับ จากนั้นก็ไม่สามารถติดเครื่องได้อีก สาเหตุมาจากความชื้นเข้าไปในระบบไฟจุดระเบิด (จานจ่าย หัวเทียน คอยล์จุดระเบิด)

การแก้ไข
สามารถทำได้โดยการใช้น้ำยาครอบจักรวาล หรือน้ำยากันความชื้นที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป น้ำยาประเภทนี้
สามารถไล่ความชื้นออกจากระบบไฟได้ ใช้น้ำยาไล่ความชื้นนี้ ฉีดพ่นไปในบริเวณปลั๊กหัวเทียนด้านเครื่องยนต์ ด้านฝา
จานจ่าย และที่คอยล์ด้วย ถ้าเป็นไปได้ควรถอดฝาจานจ่ายออก ซึ่งบางแบบยึดด้วยคลิปสปริงให้ใช้ไขควงสอดเข้าไปแล้วงัดออก
บางแบบยึดติดด้วยสกรูให้ใช้ไขควงขันออก เมื่อถอดออกมาให้พลิกฝาจานจ่ายขึ้น ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด แล้วฉีดพ่นด้วย
น้ำยากันความชื้น หากฝาจานจ่ายมีรอยแตกร้าวควรเปลี่ยนใหม่ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องสตาร์ทติดยากด้วยเหมือนกัน