วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เครื่องยนต์สตาร์ทติดยากตอนอากาศชื้นเกิดจากอะไร ?

เครื่องยนต์สตาร์ทติดยากตอนอากาศชื้นเกิดจากอะไร ?

ในสภาพปกติทั่วๆ ไป เครื่องยนต์จะสามารถสตาร์ทติดได้เป็นปกติ หากยามใดที่ฝนตกหนัก หรือตอนเช้าที่มีอากาศเปียกชื้น
เครื่องยนต์จะมีอาการไม่ยอมติดขึ้นมาเฉยๆ และในบางครั้งที่ขับรถลุยน้ำแล้วไม่ระวัง น้ำสาดเข้าห้องเครื่องยนต์ ทำให้
เครื่องยนต์ดับ จากนั้นก็ไม่สามารถติดเครื่องได้อีก สาเหตุมาจากความชื้นเข้าไปในระบบไฟจุดระเบิด (จานจ่าย หัวเทียน คอยล์จุดระเบิด)

การแก้ไข
สามารถทำได้โดยการใช้น้ำยาครอบจักรวาล หรือน้ำยากันความชื้นที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป น้ำยาประเภทนี้
สามารถไล่ความชื้นออกจากระบบไฟได้ ใช้น้ำยาไล่ความชื้นนี้ ฉีดพ่นไปในบริเวณปลั๊กหัวเทียนด้านเครื่องยนต์ ด้านฝา
จานจ่าย และที่คอยล์ด้วย ถ้าเป็นไปได้ควรถอดฝาจานจ่ายออก ซึ่งบางแบบยึดด้วยคลิปสปริงให้ใช้ไขควงสอดเข้าไปแล้วงัดออก
บางแบบยึดติดด้วยสกรูให้ใช้ไขควงขันออก เมื่อถอดออกมาให้พลิกฝาจานจ่ายขึ้น ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด แล้วฉีดพ่นด้วย
น้ำยากันความชื้น หากฝาจานจ่ายมีรอยแตกร้าวควรเปลี่ยนใหม่ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องสตาร์ทติดยากด้วยเหมือนกัน

การขับรถอย่างปลอดภัย

การขับรถอย่างปลอดภัย
การขับรถอย่างปลอดภัยขึ้นอยู่กับความรู้ 5 ประการ หรือ "หลัก 5 ร"

1. รอบรู้เรื่อง "รถ"
2. รอบรู้เรื่อง "ทาง"
3. รอบรู้เรื่อง "วิธีการขับรถ"
4. รอบรู้เรื่อง "กฎจราจร"
5. รอบรู้เรื่อง "มารยาท"

# รอบรู้เรื่องรถ นักขับรถที่ดี จะต้องรอบรู้เรื่องรถที่ขับขี่ เป็นอย่างดี หมั่นตรวจตราแก้ไขข้อบกพร่องอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนออกเดินทางไกล ควรจะได้ตรวจอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยที่สำคัญๆ


# รอบรู้เรื่องทาง ทางแต่ละสายย่อมแตกต่างกันไป โดยสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเส้นทางไม่เคยไป ควรศึกษาจากแผนที่ คู่มือการท่องเที่ยว ถามผู้รู้ หรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง ตำรวจท้องที่ ฯลฯ ที่สำคัญจะต้องสังเกตและปฏิบัติตามป้ายและเครื่องหมายจราจร


# รอบรู้เรื่องวิธีขับรถ การขับรถเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ขับรถเป็นอย่างเดัยวไม่พอ ต้องรู้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยฉับพลัน และสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดคิด เนื่องจากขาดความชำนาญ เช่น เบรกแตกจะทำอย่างไร


# รอบรู้เรื่องกฏจราจร กฎจราจรมีไว้เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนประพฤติปฏิบัติไปในแนวเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกรวดเร็ว


# รอบรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ มารยาทในการขับรถมีความสำคัญไม่น้อยในการใช้รถใช้ถนน นักขับที่ดี ควรแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อะลุ้มอล่วย เห็นใจ แนะนำ และให้อภัยต่อความผิดพลาดของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการแสดงมารยาทที่ไม่สมควร

อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522

อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522

ข้อกล่าวหา ค่าปรับ
ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 300 บาท
ฝ่าฝืนสัญญาณมือ 300 บาท
ขับรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย 200 บาท
ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร 400 บาท
ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียว 400 บาท
แซงรถในที่คับขัน 400 บาท
เลี้ยวหรือกลับรถในที่ที่มีเครื่องหมายห้าม 400 บาท
กลับรถในที่คับขัน ทางร่วม ทางแยก 400 บาท
ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 200 บาท
จอดรถในที่ที่มีเครื่องหมายห้าม 200 บาท
จอดรถซ้อนคัน 200 บาท
ไม่สวมหมวกนิรภัย 200 บาท
ฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามเข้า 200 บาท
ไม่ขับรถตามทิศทางที่กำหนด (ย้อนศร) 200 บาท
เดินรถผิดช่องทางเดินรถ 400 บาท
จอดรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย 400 บาท
ใช้วัสดุกรองแสงผิดกฎหมาย 400 บาท

อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522

ข้อกล่าวหา ค่าปรับ
ใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียนเสียภาษี 1,000 บาท
ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 200 บาท
อุปกรณ์ไม่ครบถ้วน 200 บาท
เปลี่ยนแปลงสภาพรถ 1,000 บาท
อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (รู้ไว้เผื่อโดนฟันเกินราคา)


ขาดต่อภาษีประจำปี 200 บาท
ไม่มีใบอนุญาติขับขี่ 200 บาท
ขับรถที่มีไว้เพื่อการขายหรือเพื่อซ่อมในเวลากลางคืน 200 บาท
ใช้รถไม่ตรงกับประเภทที่ได้จดทะเบียนไว้ 200 บาท
ไม่มีสำเนาภาพถ่ายคู่มือการจดทะเบียนรถ 200 บาท
เปลี่ยนแปลงสี, เครื่องยนต์ ไม่แจ้งต่อนายทะเบียน 1,000 บาท
ใช้โคมไฟหน้า,ไฟท้าย,ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก (ไฟสปอร์ไลท์)
ผิดกฎกระทรวง 200 บาท
ปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนทั้งหมดหรือบางส่วนของแผ่นป้ายทะเบียน 200 บาท
ไม่ติดแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปี 200 บาท
ไม่ติดเครื่องหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสพภัย 1,000 บาท
ท่อไอเสียเสียงดัง 1,000 บาท

รู้ไว้ก่อน : การเปลี่ยนขนาดยาง

รู้ไว้ก่อน : การเปลี่ยนขนาดยาง
-----การ เปลี่ยนขนาดยาง และกระทะล้อของผู้ขับขี่แต่ละคนนั้น อาจจะมีเหตุผลหลายประการด้วยกัน บางคนชอบขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง บางคนชอบใช้ ยางซีรีส์ต่ำๆ เพื่อความสวยงาม หรือบางคนอาจจะชอบยางที่ให้ความนุ่มนวล ในการขับขี่ แต่การเปลี่ยนยางที่แตกต่างไปจากขนาดเดิมนั้น จะต้องคำนึงถึง สิ่งต่อไปนี้ คือ

<1.> ความสามารถในการรับน้ำหนัก ที่จำเป็นจะต้องใกล้เคียงกับขนาดเดิม

<2.> ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง จะต้องใกล้เคียงขนาดเดิมด้วยเช่นกัน


การเปลี่ยนแปลงขนาดยางที่ไม่ถูกต้องจะเกิดผลเสียดังนี้

ถ้าขนาดยางเล็กเกินไป
– ความสามารถในการรับน้ำหนักจะลดลง
– สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ถ้าขนาดยางใหญ่เกินไป
– ยางจะเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
– พวงมาลัยรถหนักขณะจอดหรือที่ความเร็วต่ำ
– มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
(อัตราความคลาดเคลื่อนของมาตรวัดจากความเป็นจริง คำนวณได้จากความแตกต่างจากเส้นผ่าศูนย์กลางของยางเดิมเปรียบเทียบกับยางใหม่)

หากจะเปลี่ยนขนาดยางใหม่ ก็อย่าลืมข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยนะครับ

ข้อควรปฏิบัติทั่วไป ในการใช้รถยนต์

ข้อควรปฏิบัติทั่วไป ในการใช้รถยนต์
การสตาร์ทรถ
ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ ก่อนสตาร์ทรถดังนี้
# ปรับเก้าอี้นั่งสำหรับขับขี่ ให้พอเหมาะ พอดีสำหรับตัวเอง นั่งสบายๆ รถยนต์บางคัน สามารถปรับเปลี่ยนมุมก้ม-เงยของพวงมาลัยได้ ให้ปรับตั้ง ในลักษณะที่พอดีกับการขับขี่ ระยะห่างจากแขน ถึงพวงมาลัย จะต้อง ยื่นแขนไปควบคุมพวงมาลัยได้อย่างพอดี ไม่ใช่เป็นการยื่นแขนตึง หรือหย่อนจนเกินไป
# ปรับตั้งกระจกมองหลัง มองข้าง ให้เข้ากับมุมมองที่เราต้องการ
# คาดเข็มขัดนิรภัย
# เลื่อนคันเกียร์ ไปอยู่ตำแหน่งเกียร์ว่าง
# สตาร์ทรถ
# เช็คระบบสัญญาณไฟ - แตร
# ทดลองเหยียบเบรค คลัทช์ (กรณีรถเกียร์ธรรมดา) ว่าใช้งานได้ตามปกติดี
# ปลดเบรคมือ
# มองตรวจสอบไปที่กระจกมองข้าง และกระจกมองหลังอีกครั้ง
# เหยียบเบรค เหยียบคลัทช์-เข้าเกียร์ 1 (เกียร์ออโต้ เหยียบเบรค-เข้าเกียร์ต่ำสุด)
# ปล่อยเท้าที่เหยียบเบรค ไปเหยียบคันเร่ง ออกตัว รถเคลื่อนที่


การแซงขึ้นหน้า

การ ขับแซงขึ้นหน้า เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ผู้ขับขี่ ควรประเมินสถานะการณ์ และเหตุการณ์ ด้านหน้าของรถที่เราตั้งใจจะขับแซง ว่ามีรถกำลังวิ่งสวนทางมา ในเลนตรงข้ามหรือไม่ เส้นทางด้านหน้าของรถ ที่เราตั้งใจจะแซงนั้น มีความยาวเพียงใด สภาพรถที่เราขับอยู่ มีความพร้อมหรือไม่เพียงใด ความเร็วของรถด้านหน้า กับความเร็วที่เราใช้อยู่นั้น สามารถขับแซงไปได้หรือไม่ สังเกตลักษณะการขับขี่ของรถคันหน้า และคันถัดไป ว่ามีพฤติกรรมการขับ อย่างสะเปะสะปะหรือไม่ อันแสดงให้ทราบว่า ผู้ขับขี่ท่านดังกล่าว อาจมีอาการที่ไม่สามารถ ควบคุมสติ ในการประคองรถ ไปตามเส้นทางได้ (ถ้าเห็นแบบนี้ อย่าเสียงที่จะแซงดีกว่า) หลังจาก ประเมินสถานะการณ์ ความพร้อมทุกด้านแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ของเราแล้วว่า จะขับแซงหรือไม่ ตามสถานะการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนั้น

เมื่อจะขับรถแซงคันหน้า ควรปฏิบัติดังนี้

ให้ สัญญาณเสียงดัง เพียงพอ ที่จะบอกให้รถคันหน้าทราบว่า เรามีความประสงค์ ที่จะขับรถแซง หรืออาจใช้สัญญาณไฟ สูง-ต่ำ ในเวลาค่ำคืน ให้สัญญาณไฟกระพริบทางขวา ในจังหวะก่อนจะแซงพอสมควร
มองกระจกหลังว่า ไม่มีรถที่จะแซงซ้อนแล่นมา และด้านหน้า ไม่มีรถสวนมา เส้นทางแซงสะดวก และรถคันที่เราตั้งใจจะแซง ไม่มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ขับเบี่ยงออกทางขวา เมื่อเราให้สัญญาณที่จะแซงขวา หรือแกล้งเพิ่มความเร็ว ในขณะที่เราตั้งใจจะแซง ฯลฯ คงต้อง พิจารณา ตัดสินใจให้ดี
หากเหตุการณ์ ปกติดี ก็เพิ่มความเร็ว แซงรถคันหน้า แล้วกลับเข้าเลน ตามปกติ ไม่ควรกลับเข้าเลน ในระยะกระชั้นชิด ในลักษณะขับปาดหน้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
นอกจากนั้น การขับแซงรถคันหน้า ที่อยู่ในสภาวะกำลังชะลอความเร็วลงอย่างมาก หรือจอดนิ่งอยู่กับที่นั้น ให้ระวังสิ่งที่อาจอยู่ด้านหน้า ของรถที่เราตั้งใจจะแซง เช่นอาจมีคนกำลังเดินข้ามถนน รถคันหน้าจึงชะลอความเร็วลง หรือ อาจเป็นไปได้ว่า มีผู้คนกำลังยืนรอ หรือมีเด็กๆ กำลังเล่นด้านหน้ารถ ที่จอดนิ่งอยู่กับที่ ดังนั้น ผู้ขับขี่ ควรชะลอ ความเร็วลง และให้สัญญาเสียง หรือไฟสูง-ต่ำ (ยามค่ำคืน) กับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ที่สำคัญคือ ชะลอความเร็วลง และใช้ความระมัดระวัง เป็นอย่างสูง เพื่อผ่านพ้นจุดดังกล่าวไปได้แล้ว ค่อยพิจารณา ที่จะแซงรถคันหน้าอีกครั้ง

การถูกแซงขึ้นหน้า เมื่อได้รับสัญญาณจากรถคันที่อยู่ด้านหลัง ควรปฏิบัติดังนี้

ชะลอความเร็วลง ขับไปตามทาง ตามเลนของตัวเอง
หาก เป็นลักษณะถนนที่ว่าง โล่ง และไม่มีรถมากมาย ให้พิจารณาว่า เลนซ้ายมีรถ ขับเทียบเคียงกับเรา หรือห่างกับด้านที่เรากำลังขับอยู่ มากน้อยเพียงใด เมื่อปลอดภัยดี ควรขับเบี่ยงซ้ายนิดหน่อย เปิดโอกาส และแจ้งให้รถที่กำลังจะแซงทราบว่า เราพร้อมที่จะให้แซงแล้ว
การขับขี่ตาม กฎจราจร จะช่วยได้มากคือ หากขับขี่ช้า ควรอยู่เลนซ้าย ขับขี่เร็ว อยู่เลนขวา ถ้าทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามกฎจราจรแล้ว จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มาก

การชะลอความเร็ว

การ ชะลอความเร็วนั้น สามารถใช้วิธีถอนคันเร่ง วิธีเหยียบเบรค วิธีลดรอบเครื่อง โดยการเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำ จนถึงการใช้เบรคมือ เข้าช่วยในบางกรณี ดังนั้น ผู้ขับขี่ ควรพิจารณา ให้วิธีชะลอความเร็วแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานะการณ์การขับขี่ ประสบการณ์การขับขี่ จะช่วยได้มาก ซึ่งหากยึดหลักปฏิบัติตามกฎจราจรแล้ว ก็จะมีความปลอดภัยสูง ช่วยลดอุบัติเหตุได้มาก

การถอยหลัง

การ ถอยหลัง เป็นการขับขี่อีกวิธีหนึ่ง ที่จะต้องพิถีพิถัน โดยเฉพาะ การถอยหลังเข้าที่จอดรถ โดยปกติ การถอยหลัง จะทำด้วยความเร็วต่ำ ขับข้าๆ จะทำให้การหมุนพวงมาลัยได้ผลดี เมื่อจะหมุนพวงมาลัย ควรให้รถ มีการเคลื่อนที่นิดหน่อย เพราะจะช่วยลดการเบียดเสียดสี ระหว่าง หน้ายางกับพื้นถนน การถอยหลัง จะใช้หลักว่า ต้องการให้ท้ายของรถยนต์หันไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัย ไปทางนั้น เช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปด้านซ้าย ก็หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้าย ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปด้านขวา ก็หมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวา ผู้ขับขี่ อาจหันไปมองท้ายรถ เพื่อประมาณระยะการถอย ได้ตามต้องการ เช่น ในรถยนต์ ประเภทพวงมาลัยอยู่ขวา (รถยนต์ทั่วไปในประเทศไทย) สามารถใช้มือขวา ควบคุมพวงมาลัย แล้วใช้แขนซ้าย อ้อมไปจับด้านบนของหลังเบาะ ที่อยู่ด้านข้างคนขับ วิธีนี้ จะทำให้ การหันคอไปมองท้ายรถ ทำได้สะดวก ขณะเดียวกัน ควรประเมินมิติ (ขนาด) ของรถ และขนาดช่องว่างพื้นที่ๆ จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่าง ที่เหลือ เพื่อการหักเลี้ยวใดๆ ด้วย

การสลับยาง

การ สลับยาง เป็นสิ่งที่ช่วยยืดอายุ การใช้งาน ของยาง ให้นานขึ้น ผู้ขับขี่ มีพฤติกรรมการใช้รถแต่ละคันไม่เหมือนกัน บ้างก็ขับขี่แบบมืออาชีพ บ้างก็ขับขี่แบบลุย บ้างก็ขับขี่แบบทนุถนอม ระยะเวลาการสลับยาง จึงไม่ได้ระบุไปตายตัวว่า จะต้องใช้งานไปนานเท่าใด แล้วจึงสลับยาง ซึ่งคงต้องศึกษาและปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถยนต์แต่ละรุ่นไป แต่เราอาจใช้หลักคร่าวๆ ด้วยระยะทางประมาณ 15,000 กิโลเมตร ต่อการสลับยางสักครั้ง วิธีสลับยาง จะแสดงโดยรูปด้านล่าง
ยางเรเดียล บางรุ่น มีตัวอักษรระบุไว้ข้างยางว่า "ROTATION" เป็นการบอกให้ทราบว่า จะต้องติดตั้งยาง เพื่อหมุนในทิศทางใด เพราะจะมีผลต่อการรีดน้ำ เมื่อขับบนพื้นผิวทางที่มีน้ำขัง

การลากรถ

การลากรถ ถือเป็นวิธีการสุดท้าย หลังจากไม่สามารถขับเคลื่อนรถต่อไปได้ เมื่อจำเป็นต้องลากรถ ควรหาวัสดุที่ทนทานต่อแรงฉีกขาด เช่นใช้เชือก สำหรับลากรถ ด้านหนึ่ง ผูกเข้ากับ ท้ายรถที่ทำหน้าที่ลาก ไม่ควรผูกเชือก ไว้กับกันชน แต่ควรผูกยึดไว้กับส่วนที่แข็งแรง ของชิ้นส่วนโครงรถ หรือผูกไว้กับโลหะ เฉพาะที่ทำเป็นตะขอยึดเกี่ยวกับเชือกลากรถ ทางด้านรถที่ถูกลาก ควรผูกเชือกไว้กับ เหล็กตะขอ ที่ทำสำหรับไว้ลากรถโดยตรง หรือผูกยึดติดกับส่วนสำคัญของโครงรถเช่นกัน
ควร เว้นระยะห่างระหว่างรถลาก และรถที่ถูกลาก ห่างกันประมาณ 5 เมตร ช่วงกลาง ของเชือกที่ลาก จะต้องใช้ผ้าสีแดง หรือธงสีแดง ผูกแสดงไว้ เพื่อเป็นที่สังเกตได้ชัดเจน ระหว่างผู้ลาก และผู้ถูกลาก ควรตกลงทำความเข้าใจ ถึงการให้สัญญาณกันทั้งสองฝ่าย รถที่ถูกลาก จะต้องปลดเบรคมือ พร้อมทั้งปรับเกียร์ไปอยู่ตำแหน่งเกียร์ว่าง และบิดกุญแจสตาร์ทไปอยู่ในตำแหน่ง OFF เปิดไฟฉุกเฉิน หรือไฟใหญ่หน้ารถ (ในยามค่ำคืน) หากมีเศษกระดาษแข็งขนาด ใหญ่พอสมควร ควรเขียนคำว่า "รถลาก" แล้วห้อยติดอยู่กับท้ายรถที่ถูกลาก เพื่อให้รถคันอื่น ได้มองเห็นได้ถนัด
รถ ที่ทำหน้าที่ลาก ควรออกตัวด้วยความนิ่มนวล และต้องส่งสัญญาณให้รถคันที่ถูกลาก ทราบทุกครั้ง เช่น ตอนขับเปลี่ยนเลน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เป็นต้น ที่สำคัญคือ ประคับประคองให้รถวิ่งไปตามเส้นทางโดยไม่สะดุด รักษาความเร็วคงที่ ไปเรื่อยๆ พยายาม ให้เชือกที่ใช้ลาก มีความตึงอยู่ตลอดเวลา หากเมื่อใดที่เชือกหย่อน และรถคันหน้า เร่งความเร็วขึ้นไม่สัมพันธ์กับความเร็ว ของรถที่ถูกลาก ก็จะเกิดการกระตุก และกระชาก อาจทำให้เชือกขาดได้ เมื่อรถที่ถูกลาก ไม่มีการสตาร์ทเครื่องให้เครื่องยนต์ทำงาน ที่หม้อลมเบรค ก็จะไม่สามารถเก็บสุญญากาศได้ ผู้ขับขี่จะสามารถจะสามารถ เหยียบเบรคด้วยความนิ่มนวลได้เพียงแค่ ครั้ง หรือ 2 ครั้ง เท่านั้น จากนั้น เบรคจะแข็ง ต้องออกแรง เหยียบเบรคมากเป็นพิเศษ ดังนั้นหากผู้ขับขี่ด้านรถที่ถูกลาก ต้องการชะลอความเร็ว ก็อาจใช้วิธี เหยียบเบรคย้ำ หลายๆ ครั้ง ซึ่งต้องออกแรงมากเป็นพิเศษ และต้องประคับประคอง ให้เชือก มีความตึงอยู่ตลอดเวลาด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความตั้งใจ และสติในการควบคุม ลักษณะการควบคุม ดังกล่าวอย่างระมัดระวัง สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ควรติดต่อบริษัทลากรถ มาทำการลากรถดีกว่า เนื่องจาก บริษัทลากรถ จะมีอุปกรณ์ยกล้อ ให้ลอยเหนือพื้น และไม่ต้องใช้เชือกลาก สามารถลากรถไปด้วยความเร็ว มากขึ้นได้ เนื่องจากรถที่ใช้ชุดเกียร์อัตโนมัติ จะใช้น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ทำให้เกิดการขับเคลื่อน เมื่อเครื่องยนต์ไม่ทำงาน น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ จะไม่หมุนเวียน หากลากรถไป ในระยะทางไกลๆ จะเกิดความเสียหาย กับชุดเกียร์ได้

ภัยรายวัน จาก เกียร์ถอย

ภัยรายวัน จาก เกียร์ถอย


เตือนผู้ที่ขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ หรือเกียร์ออโต้ ไม่ว่าจะเป็นรถญี่ปุ่น ยุโรป หรืออเมริกัน ระวัง!!! เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ‘เกียร์ทำงานผิดปกติ’ ถอยหลังเพียงอย่างเดียวอาจเกิดขึ้นกับคุณได้ทุกเมื่อ

อาการดัง กล่าวเกิดขึ้นในขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน ไม่ว่าผู้ขับจะเปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P (จอดสนิทไม่สามารถเคลื่อนที่, N (เกียร์ว่าง) หรือ D เดินหน้าระดับใดก็ตาม รถก็จะถอยหลังเพียงอย่างเดียว

การเหยียบคันเร่ง เพิ่มความเร็ว ก็ยิ่งส่งให้รถถอยหลังแรงขึ้นเท่านั้น ส่วนเบรกมือก็ไม่สามารถชะลอความเร็ว หรือทำให้รถหยุดนิ่งได้ นอกเสียจากการดับเครื่อง

ผู้ประสบเหตุ ขับรถยนต์ส่วนตัวคันหรูที่เพิ่งถอยออกจากอู่ เพราะนำไปตรวจสภาพตามระยะทาง ผลการตรวจไม่มีส่วนใดผิดปกติ หรือชำรุดแต่อย่างใด

เมื่อเขาขับเข้าไป ยังลานจอดรถแห่งหนึ่ง ขณะที่กำลังจะถอยหลังเข้าจอด แต่รถยังไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เขาจึงเปลี่ยนเกียร์เดินหน้า เพื่อตั้งลำรถปรับทิศทางให้ตรง

ขณะนั้นเขาเหยียบคันเร่งเพียงเบาๆ และพบว่ารถไม่เดินหน้า แต่กลับถอยหลัง เขาก้มหน้ามองที่เกียร์อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่เกียร์ก็อยู่ในตำแหน่งเดินหน้า

เมื่อไม่สามารถเดินหน้าได้ เขาจึงค่อยๆ ถอยด้วยความระมัดระวัง แต่อยู่ๆ ความแรงของรถก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้รถถอยพุ่งชนกำแพงด้านหลัง ซึ่งการชนทำให้รถหยุดเคลื่อนที่ เขาจึงรีบดับเครื่องและลงจากรถ

หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับคุณ ช่างซ่อมรถยนต์ แนะนำการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ตั้งสติให้ดี เหยียบเบรกลึกที่สุด เปลี่ยนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง P หรือ N จากนั้นเปลี่ยนกลับไปที่ตำแหน่ง D อย่าพยายามเร่งความเร็ว หากรถยังไม่ยอมเดินหน้า ควรดับเครื่องยนต์ และตามช่างฯ มาตรวจสอบความผิดปกติโดยเร็ว เพราะการทำงานผิดปกติของเกียร์เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ.

การบำรุงรักษาและตรวจเช็คประจำวันรถยนต์คู่ใจ ควรทำอย่างไร

การบำรุงรักษาและตรวจเช็คประจำวันรถยนต์คู่ใจ ควรทำอย่างไร

การดูแลสุขภาพรถและเช็คสภาพตามกำหนดระยะทาง จะเป็นรายละเอียดต่อจากครั้งที่แล้ว
โดยจะเริ่มต้นที่ระยะการเช็คสภาพรถยนต์ที่ 60,000 กม. เป็นต้นไป

1. ตรวจระดับและคุณภาพของน้ำมันเครื่อง
- น้ำมันเครื่องจะต้องอยู่ในระดับที่กำหนด
- น้ำมันเครื่องใสเกินไปหรือไม่
- น้ำมันเครื่องมีน้ำปนหรือไม่
- น้ำมันเครื่องสกปรกมากหรือไม่
- น้ำมันเครื่องมีเศษผง หรือเศษโลหะเจือปนอยู่ หรือไม่

2. ตรวจรอยรั่วน้ำมันและอุปกรณ์ในห้องเครื่องยนต์
- ตรวจรอยรั่วของน้ำมันต่างๆ ตามท่อทางเดินหรือสังเกตพื้นรถที่จอดอยู่
- ตรวจความตึงของสายพานปั๊มน้ำ
- ตรวจชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ หลวมคลอนหรือไม่
- ตรวจสายไฟและปลั๊กต่อสายไปหลุดหลวมหรือไม่

3. ตรวจและเติมน้ำหล่อเย็น
- ตรวจท่อน้ำ และการรั่วของน้ำหล่อเย็น
- ตรวจน้ำในหม้อน้ำ ควรต่ำกว่าคอหม้อน้ำ 20 ม.ม.
- เติมน้ำในหม้อพักน้ำไม่เกินขีดบน
- ใช้น้ำสะอาดเติมเท่านั้น อย่าใช้น้ำกระด้าง หรือน้ำด่างแทนน้ำสะอาด

4. ตรวจระดับน้ำมันเบรก และคลัตช์
- ตรวจดูระดับน้ำมันเบรก และคลัตช์ต้องอยู่ในระดับ
- ถ้าน้ำมันต่ำกว่าขีดต่ำสุดให้เติมถึงขีดสูงสุด

5. ตรวจแบตเตอรี่
- ตรวจดูระดับน้ำกรดแบตเตอรี่ต้องอยู่ในระดับ
- ถ้าระดับน้ำกรดต่ำกว่าขีดล่างต้องเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับขีดบน
- ตรวจดูรูระบายอากาศที่ฝาปิดแบตเตอรี่ ต้องไม่อุดตัน
- ขั้วแบตเตอรี่ต้องสะอาด และสายไฟที่มาต่อที่ขั้วต้องแน่น

6. การใช้และการตรวจสอบยาง
- น็อตยึดล้อต้องไม่คลายตัว และกะทะล้อต้องไม่ชำรุด
- ที่เติมลมยางทุกเส้นต้องมีฝาปิดกันสิ่งสกปรกเข้า

7. ตะกั่วถ่วงล้อต้องไม่หลุดจากกะทะล้อ

8. ตรวจสภาพการสึกหรอของดอกยาง

9. ตรวจลมยางด้วยเกจ์วัดลมอย่างน้อยเดือนละครั้ง

10. ตรวจเช็คประจำวันดูลักษณะของยางตอนที่กดลงบนพื้น

11. ตรวจดูการรั่วของลมยางที่จุ๊บเติมลง หรือตามตำแหน่งที่ถูกตะปูหรือสิ่งอื่นฝังอยู่ในเนื้อยาง

12. การเปลี่ยนยางเส้นใหม่ จงใช้ยางที่มีขนาดและโครงสร้าง เหมือนกับยางที่ติดรถมา
และมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน หรือดีกว่า